อันนี้ขออนุญาตยกบทความของจารย์ต่อขาร๊อคมาโลด
แล้วต่อด้วยแนวทางการแกะเพลงสไตล์กีต้าร์วงเหล้าที่ได้โพสเอาไว้ ที่จริงอยากจะเขียนเรื่องนี้นานแล้วแต่ขี้เกียจ โชคดีจารย์ต่อเปิดประเด็นไว้เลยขออนุญาตนำเสนอซะ
อยากจะแชร์ ประสบการณ์ แกะเพลง บางทีในวงเหล้าก็ต้องเล่นไปคิดไปเดี๋ยวนั้นเลย ซึ่งถ้าพอมีความรู้ทฤษฎีดนตรีแบบหางอื่งคงพอจะทำความเข้าใจ concept ได้ไม่ยากนัก (ส่วนอ่านไม่รู้เรื่องเพราะมันเขียนวนไปวนมานี่อีกเรื่องนึงนะ อิ อิ)
ปรกติตัวเพลงมันจะอยู่ในสเกลของมัน (อ่ะ งงละสิ…เปิดเรื่องก็พูดถึงสเกลเลย ผมก็งงเหมือนกัน) ซึ่งสเกล major ก็ประมาณนี้
ตัวโน๊ตลำดับที่ 1 2 3 4 5 6 7
scale C major ก็คือ c d e f g a b
scale D major ก็คือ d e f# g a b c#
scale E major ก็คือ e f# G# a b c# eb
ที่เหลือก็ไปไล่เอาเองนะ หลักสำคัญคือตัวที่ 3,4 แล้วก็ 7,1 ห่างกันครึ่งเสียง ที่เหลือห่างกันหนึ่งเสียง
นอกจากนี้ยังมีสเกลอีกมากมาย เช่น Blues scale , Pentatonic scale, Japannese scale, Thai scale (ลองฟังวงปี่พาทย์ มโหรี ดิ บางตัวโน๊ตเสียงมันจะแปลกๆไม่เหมือนกับเพลงสากลที่เราคุ้นเคย แต่ยุคหลังๆเค้าก็ดัดแปลงให้ใช้กับโน๊ตเพลงสากลแล้วนะ)
กลับมาที่ทางคอร์ด major ดีกว่า scale นี้เนี่ยก็ใช้ในเพลงทั่วไป ตามวิทยุ ทีวี ฯลฯ ไม่ว่าจะเป็นวิดวะปู้ (Cmajor) ยินยอม(Cmaj) ทำไมนึกออกแต่เพลงเก่าๆหว่า ก็ประมาณ เพลงป๊อบ เพลงร๊อค ป๊อปแจ๊ซ ที่ฟังกันทั่วไปแหละ ถ้าอยากฟังสเกลแปลกๆคงต้องไปฟังเพลงแจ๊ซ, ฟลามิงโก้, progressive พวกนั้นแล้วหล่ะ
ทางคอร์ดก็จะเป็นคอร์ดตามลำดับโน๊ประมาณนี้
1maj 2minor 3minor 4maj 5seventh 6minor 7maj(คอร์ดนี้ไม่ค่อยเห็นในเพลงเท่าไร)
ดังนั้นเพลงที่ใช้ สเกล C major หรือเรียกภาษาชาวบ้านว่า เพลงคีย์ C ก็จะมีคอร์ดตามลำดับเป็น
C Dm Em F G7 Am
คีย์ D ก็จะเป็น
D Em F#m G A7 Bm เป็นต้น
แค่นี้เราก็จะแกะเพลงสำหรับวงเหล้าได้เยอะแยะ (ที่พยายามอ้างอิงกับวงเหล้าเนื่องจากมันไม่ต้องการความละเอียดมาก แต่ถ้าละเอียดได้จะดีมาก เล่นแล้วก็ผ่านไป ถ้าแกะสำหรับออกงาน หรือจริงจังคงต้องใช้พยายามเพิ่มขึ้นอีกนิดนึง)
แต่ถ้าจะให้สุดยอดก็ต้องใช้ความพยายามเพิ่มขึ้นอย่างท่านต่อขาร๊อคว่าไว้ลุยแกะมันทีละโน๊ตเลย
อีกอย่างบางเพลงเขาก็จะปรับโน่นนิดนี่หน่อยให้ไพเราะขึ้น เช่น
จาก คอร์ด 1maj ก็จะเป็น 1maj7 1-7 บ้าง
จาก 2minor เป็น 2maj
จาก 3minor ก็เพิ่ม 7 เข้าไป
จาก 4maj เป็น 4maj7 บางทีก็มีเป็น 4minor บ้าง
ส่วน 5maj ก็เป็น 5-7 นานๆจะเจอเป็น 5minor ซะที
ส่วน 6minor นี่แทบจะเป็นของตาย อย่างเก่งก็ใส่เป็น 6m7 นานๆจะเห็นเป็น 6maj สักครั้ง
อีกกลุ่มนึงก็จะเป็นสเกล minor บ้างเช่น เมดอินไทยแลนด์ (Dm) วัวลืมตัว (Dm) …… เก่าอีกแล้ว…เพลงพวกนี้จะชอบขึ้นด้วยคอร์ดminor
วิธีง่ายที่สุดก็เอาสเกล major ข้างบนมานั่นแหละ แต่ให้เริ่มจากโน๊ตตัวที่ 6 แทน
สเกล a minor
1 2 3b 4 5 6b 7
a b c d e f g
ทางคอร์ดก็เหมือนกัน ก๊อบมาใช้ได้เลยแต่ให้เริ่มที่ Am แทน
อีกวิธีที่ง่ายขึ้นหน่อยนึงมั๊ง คือก็บอกว่ามันเป็นคีย์ C นั่นแหละ แต่เราจะรู้เองว่าเพลงนี้มันขึ้นด้วย Am
ดังนั้น ทั้ง เมดอินไทยแลนด์ และ วัวลืมตัว ก็เป็นคีย์ F ทั้งคู่แต่ขึ้นด้วย Dm
คราวนี้ไม่ว่าจะเพลงไหนเราก็สามารถแกะโครงสร้างคอร์ดออก และสามารถเปลี่ยนคีย์ให้เข้ากับนักร้องได้ หรือ เปลี่ยนให้เล่นง่ายขึ้นได้ เช่นจาก Dd ก็ลดครึ่งเสียงเป็น D หรือจะเพิ่มอีกครึ่งเสียงเป็นคีย์ E ก็ได้สบายมาก
อันนี้ก็จะเล่นเพลงทั่วไปได้เกือบหมด
คราวนี้ก็มีบางเพลงที่เปลี่ยนคีย์กลางเพลงเช่นเพลงของเราที่จารย์ต่อแต่ง จารย์เอกร้อง หรือเพลงใคร ของบอยโกฯ นี่เปลี่ยนคีย์ไปมาจนมึน เพราปรกติเราจะคุ้นกับการเปลี่ยนคีย์สูงขึ้น ครึ่งเสียงบ้าง เต็มเสียงบ้าง บางทีก็เปลี่ยนจาก Cmaj (Aminor) เป็น Amaj นึกเพลงไม่ออก แต่ทางคอร์ดจะประมาณ Am/ F G/ Am/ F G/ A/ F#m /D /E/
แต่บางครั้งก็สงสัยว่าทำไมบางเพลงมันใช้สูตรนี้ไม่ได้ อย่างเพลงบลูส์ แจ๊ซ อะไรพวกนี้ มันมีสเกลเฉพาะอยู่ อันนี้ก็ต้องอาศัยหูฟัง แล้วก็ไปศึกษาเพิ่มเติมกันนะ ถ้าไม่ขี้เกียจซะก่อน
ขี้เกียจเขียนต่อแระ ไปดีกว่า
คีย์ C ไป A
ไม้ขีดไฟกับดอกทานตะวัน – วิยะดา
แด่เธอ – ออโต้บาห์น
และถือโอกาสเสริมสักน้อย (ยึดคีย์ C ไว้นะ ตาม major scale)
จาก 2minor เป็น 2minor7
ส่วนคอร์ด 5 แม้หน้าตามันจะเมเจ้อเมอจอร์ แต่เราเรียกเป็นคอร์ด Dominant ถ้าเป็น 5-7 อันนี้ก็เรียก Dominant Seventh ด้วยทิศทางแนวโน้มของเสียงที่ต้องการกลับเข้าหาคอร์ด 1 คือ C
คอร์ด 7 เป็นคอร์ด Diminish ในเพลงป๊อปพบเจอน้อย เมื่อเติมตัวที่ 7 ตาม scale เข้าไป ในที่นี้ก็คือตัว A จะมีชื่อเรียกว่า Half Diminish หรืออีกชื่อว่า Minor Seventh Flat Five
สรุปว่าถ้าไล่คอร์ดตาม major scale ก็จะได้
1maj 2min 3min 4maj 5dominant 6minor 7dim
ส่วนคอร์ดอื่นๆที่มักเจอะเจอในคีย์นี้ ……ก้อ
คอร์ด D หรือ D7 นั้นเป็นคอร์ดที่ 5 ของ G
คอร์ด E หรือ E7 นั้นเป็นคอร์ดที่ 5 ของ Am
คอร์ด A หรือ A7 นั้นเป็นคอร์ดที่ 5 ของ Dm
คอร์ด B หรือ B7 นั้นเป็นคอร์ดที่ 5 ของ Em
คอร์ด C7 นั้นเป็นคอร์ดที่ 5 ของ F
เหล่านี้ภาษาวิชาการเรียก Secondary Dominant เป็นลักษณะคอร์ด 5 วิ่งหา คอร์ด 1 นั่นแหละ
เรียกกันภาษาพูดว่า “ 5ของ2 , 5ของ5 , 5ของ3” อะไรอย่างนั้น
ดังนั้น คอร์ด 5 ปรกติของเรานี้จึงมีชื่ออีกอย่างว่า Primary Dominant
ส่วนพวก Bb Ab Fm ที่มักจะเจออยู่เรื่อยๆนั้น เรียกกันว่า Borrowed Chord
เป็นคอร์ดที่สร้างมาจาก C minor scale
ปกติแล้วเพลงที่ไม่ว่าจะสร้างมาจาก C major scale หรือ C minor scale (รวมถึงscale และ mode อื่นๆใดใดก็ตามที่ขึ้นชื่อว่า C ) นั้นถือว่าเป็นคีย์ C ทั้งนั้น คือมีโน้ตตัว C เป็น tone center ของเพลง แนวโน้มของเพลงจะวิ่งเข้าหาโน้ตตัวนี้ ดังนั้นจึงมีการยืมใช้คอร์ดข้ามทาง scale เพราะอย่างไรก็มีจุดหมายร่วมเดียวกัน
ส่วนคอร์ด 5 minor นั้นเป็นผลพวงมาจาก 5 ของ 4 คือ C7
เพื่อความสละสลวยหรืออะไรก็แล้วแต่ แทนที่จะเอาคอร์ด 5 มาเฉยๆ ก็เอาคอร์ด 2 มาด้วย
ก็จะเป็น Gm(2ของ4) C7(5ของ4) F(1ของ4)
ที่ทาง jazz เรียกกันติดปาก “two five one” นั้นไงเล่า….
อือ…..งงไหมเล่า
ส่วนอันนี้ขอแก้นะ ท่านพิมพ์พลาด
“จาก Dd ก็ลดครึ่งเสียงเป็น D หรือจะเพิ่มอีกครึ่งเสียงเป็นคีย์ E ก็ได้สบายมาก” เป็น
“จาก D# ก็ลดครึ่งเสียงเป็น D หรือจะเพิ่มอีกครึ่งเสียงเป็นคีย์ E ก็ได้สบายมาก”
ตัวอักษรแทนโน้ตน่าจะใช้ตัวใหญ่นะท่าน
ยอดเยื่ยมครับท่านต่อฯ
ขอบคุณสำหรับรายละเอียดทางวิชาการนะท่าน
ตอบ… ก็ยังงงงงว่ะท่าน
เออ…พิมพ์ผิดจริงๆด้วย
รับทราบ ต่อไปจะใช้ตัวพิมพ์ใหญ่นะ
โน๊ตเพลง
ใช้โน๊ตเพลงก็ง่ายดีครับ แต่ผมว่าวิธีนี้มันสนุกกว่า การเอาโน๊ตมาเล่นตาม แต่ถ้ามันยากมากๆ เล่นเร็วจัด ฟังยังไงก็ฟังไมม่ออก ก็คงต้องอาศัยโน๊ตช่วยอยู่ดีนั่นหล่ะ
ขอบคุณมากครับ
รรรรรรรรรรรรรรรรรรรรร
ผมดูคิดว่าถ้าคนที่ไม่เคยรู้ทฤษฎีมาก่อนอ่านไปก็คงจะไม่เข้าใจหรอกนะ
เดี๋ยวผมจะสอนให้ตั้งแต่พื้นฐานเลยนะ
อันดับแรกเราต้องรู้ก่อนว่ากีตาร์มี 6 สาย โน๊ตประจำสายแต่ละสาย คือ
สาย 1 คือ โน๊ต E / สาย 2 คือ โน๊ต B/สาย 3 คือโน๊ต G /สาย4 คือโน๊ต D/สาย 5 คือโน๊ต A /สาย6 คือ โน๊ต E
จะอธิบายง่ายนะครับ สาย 6 คือ สายเปล่า คือสายที่เราดีดโดยที่ไม่ต้องกดเฟรต คือเสียง E ถ้าจับคอร์ด โน๊ตประจำสายอื่น ๆ ก็เหมือนกันครับ คือเสียงที่เราดีดโดยที่ไม่ต้องกดช่องเฟรต นั่นแหละครับคือเสียงประจำสาย ถ้าตั้งสายกีตาร์เป็นจะนึกออกใช่ไหมครับ ยกตัวอย่างนะครับ
ถ้าจะตั้งสาย 5 ก็ต้องกดเฟรตที่5สายที่6ซึ่งเสียงเฟรตที่5ของสาย6 คือเสียงโน๊ต Aและปรับเสียงสาย 5 ให้เสียงเท่ากัน
ตั้งสายแบบนี้ไล่สายลงไปเรื่อยๆ จะถึงตั้งเสียงสายที่ 2 ต้องกดเฟรตที่4สายที่3 และตั้งเสียงสายที่ 2 ให้เท่ากัน พอจะนึกออกใช่ไหมครับ ว่าเสียงโน๊ตประจำแต่ละสายมีที่มายังไง
ในทางทฤษฎี เสียงห่างกันหนึ่งเสียง คือ เสียงห่างกัน2ช่องเฟรตบนคอกีตาร์
เสียงห่างกันครึ่งเสียงคือ เสียงห่างกัน1ช่องเฟรตบนคอกีตาร์
ยกตัวอย่างนะครับ
-เฟรตที่5 สายที่ 6 คือเสียง โน๊ต A ถัดไปอีก 2 ช่องเฟรตคือเฟรตที่ 7 คือเสียง โน๊ต B หมายความว่าเสียงห่างกันหนึ่งเสียง
-เฟรตที่7 สายที่6 คือเสียงโน๊ต Bและถัดไป เฟรตที่ 8 คือเสียงโน๊ต C หมายความว่าเสียงห่างกันครึ่งเสียง
อ่านดูแล้วต้องมีกีตาร์เล่นตามนะครับแล้วคุณจะเข้าใจ
เอาหละต่อไปผมจะกล่าวถึง เรื่องเสกล
ในหนึ่งเสกลจะประกอบไปด้วยโน๊ต 7 ตัว ยกตัวอย่างแรกนะครับ เสกล C major
ประกอบไปด้วย โน๊ต C D E F G A B ถ้าเทียงเสียง ตามภาษาโน๊ตดังนี้คือ
C = โน๊ต โด / D = โน๊ต เร
ไล่กันไปนะครับ โด เร มี ฟา ซอล ลา ที เข้าใจนะครับ
ซึ่งแต่ละเสียงจะห่างกันดังนี้
D เสียงห่างจากโน๊ต C หนึ่งเสียง คือ 2 ช่องเฟรต
E เสียงห่างจากโน๊ต D หนึ่งเสียง คือ 2 ช่องเฟรต
F เสียงห่างจากโน๊ต E ครึ่งเสียง คือ 1 ช่องเฟรต
G เสียงห่างจากโน๊ต F หนึ่งเสียงคือ 2 ช่องเฟรต
A เสียงห่างจากโน๊ต G หนึ่งเสียงคือ 2 ช่องเฟรต
B เสียงห่างจากโน๊ต A หนึ่งเสียงคือ 2 ช่องเฟรต
ระยะห่างของแต่ละเสียง เริ่มจากโน๊ต C คือ 2 เฟรต 2 เฟรต 1 เฟรต 2เฟรต 2เฟรตและ2เฟรต มีสูตรจำง่าย ๆ คือ 2 2 1 2 2 2
นี้ก็คือ ลำดับเสียงในเสกล C major และเสกลอืนก็เหมือนกันครับ
สมมุติอีกตัวอย่างหนึ่งนะครับ สเกล Bmajor
โน๊ตในเสกลคือ B C# D# E F# G# A #ถ้าเทียบระยะห่างเสียงของแต่ละโน๊ตจะเท่ากับระยะห่างของแต่ละเสียงในเสกลCmajorเลยนะครับ
เอาละครับถ้ามีกีตาร์จับไปด้วยจะร้องอ๋อทันทีเลย
ขั้นต่อไป ผมจะกล่าวถึง คอร์ด C major ที่เรา ๆ ท่านๆ จับกันตั้งแต่เริ่มเล่นกีตาร์เลย
โน๊ต ในคอร์ดก็ คือ โน๊ต C E G ซึ่งเรียกว่าคอร์ 3 เสียง เพราะประกอบไปด้วยเสียง ตัวโน๊ต 3 เสียงผสมกันอย่างกลมกล่อม ออกมาเป็นเสียงคอร์ด ซึ่งท่านบรมครูได้คิดขึ้นมา ซึ่งเสียง 3 เสียงนี้ก็คือ มาจากเสียงในเสกล C major โดยเลือกตัวโน๊ต เสียงลำดับที่ 1 ลำดับที่ 2 และลำดับที่ 3
ลองไล่เสียงดูนะครับ C D E F G A B
จะยกตัวอย่างให้เข้าใจง่ายนะครับ จับคอร์ด C แล้วนึกภาพตามนะครับ
เมื่อเราจับคอร์ด C และดีดสายตั้งแต่สายที่ 5 ลงมาถึงสายที่ 1
เสียง โน๊ตแต่ละสาย จะมีดังนี้ครับ
สายที่ 1 คือ โน๊ต E
สายที่ 2 คือ โน๊ต C
สายที่ 3 คือ โน๊ต G
สายที่ 4 คือ โน๊ต E
สายที่ 5 คือ โน๊ต C
ซึ่งถ้าเทียบตามเสียงสายเปล่าแต่ละสายจะได้เสียงตามที่ผมได้กล่าวมาตั้งแต่แรก
จะขยายความอีกนิดนะครับ เสียงสายเปล่าสายที่ 5 คือ โน๊ต A ดังนั้นถ้าไล่เสียงไป เฟรตที่ 3 สาย5 ก็คือเสียงโน๊ต C นะครับและสายอื่นก็เหมือนกันนะครับ
เอาหละพอแค่นี้ก่อนนะครับผมกะว่าจะอธิบายอย่างสุดความสามารถให้เข้าใจง่ายที่สุดแต่ไม่รู้ว่าคุณอ่านแล้วจะเข้าใจหรือเปล่าครับ นี่ผมยังงงเองเลยนะครับเนี่ย
ขอบคุณครับคุณเจมส์สำหรับความเห็น เยี่ยมมากครับจริงๆที่เขียนไปกืยังไม่เข้าประเด็นที่อยากจะแชร์เท่าไร แล้วจะมาคุยทีหลังละกัน